z-z1572149017620.png)
บริการออกแบบและก่อสร้างระบบป้องกันดินพัง
ด้วยชีทไพล์แบบครบวงจร
ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างอาคาร คอนโดมิเนียม โรงแรม ที่มีฐานราก (Footing) ที่มีค่าต่ำกว่าระดับ +0.00m ในพื้นที่ที่มีการเสี่ยงต่อการพังของดินและมีพื้นที่จำกัด
จำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างระบบป้องกันดินพังเพื่อป้องกันการพังทลายของดินเมื่อต้องขุดดินลงไปก่อสร้างฐานรากของอาคารหรือ ฐานรากของเสา วิธีการที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับเป็นสากลก็คือ ระบบป้องกันดินพังด้วยชีทไพล์นั่นเอง
รูปแบบพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้ Sheet Pile
และระบบ Bracing
เป็นที่ทราบกันว่าชั้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 10.00 - 12.00 เมตรเป็นดินเหนียวที่ไม่มีค่าความเชื่อมแน่น และรับแรงเฉือนได้น้อย เมื่อมีการก่อสร้างใต้ดิน ระบบโครงสร้างชั่วคราวป้องกันดินพังจึงต้องถูกนำมาใช้
โดยในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการใช้ Sheet Pile กับระบบ Bracing เป็นหลักเพราะเป็นระบบที่พบเห็นทั่วไปในการก่อสร้างในเขต กรุงเทพฯโดยจะกล่าวถึงทฤษฎีการออกแบบเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ทราบถึงหลักการ แนวทางในการออกแบบพร้อมแสดงรายการคำนวณเบื้องต้น
z-z1319743843121.jpg)
หลักการออกแบบระบบผนังกันดิน
eA INDUSTRIAL SERVICE

แนวทางในการออกแบบ
ในการออกแบบ Sheet Pile และ Bracing มีข้อคำนึงถึงดังนี้
แผ่น Sheet Pile ต้องสามารถต้านทานแรงกระทำด้านข้างจากดิน แรงดัน Sur Charge โดยปราศจากการ เกิด Buckling ในแผ่น Sheet Pile
ในโครงสร้างของระบบ Bracing ต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานการเคลื่อนตัวของดิน
Bracing ต้องสามารถถ่ายน้ำหนักและไม่ทำให้โครงสร้างถาวรเกิดอันตราย
Sheet Pile และ King Post ต้องสามารถถอนขึ้นมาใช้ได้อีก

การคำนวณแรงดันดินด้านข้าง
การคำนวณระบบ Sheet Pile และ Bracing
ประกอบด้วยแรงดันจากมวลดิน ถ่ายผ่านเม็ดดิน และแรงดันน้ำเข้าสู่ Sheet Pile จำเป็นต้องทราบถึงรูปแบบการวิบัติ เพื่อนำไปสู่การจำลองชนิดของการคำนวณ (Model Simulation) ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ในระบบ Sheet Pile และ Bracing การออกแบบต้องคำนวณถึงแรงดันทางด้านข้าง (Total horizontal Stress) การเกิด Heave ในบริเวณที่ขุดดินออกไป และ เสถียรภาพของระบบ Sheet Pile ทั้งหมด (Overall Stability) การวิบัติที่จะเกิดขึ้นได้ในระบบนี้คือการเกิด Heave ในบริเวณหลุมขุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการที่การขุดเป็นบริเวณกว้าง และเกิดการเคลื่อนตัวของดินโดนรอบ
สมการที่คำนวณกำแพง Sheet Pile และ Bracing ที่นิยมใช้มากที่สุด เป็น Diagram ที่นำเสนอโดย Peck (1969) โดยแยกเป็นสมการเพื่อหา แรงดันในทรายและแรงดันในดินในสภาพ Undrained Cohesion ค่า Ø = 0

การออกแบบ Bracing
รายละเอียดของการออกแบบแต่ละส่วนมีดังนี้
▶ การออกแบบ Strut
Strut เป็นชิ้นส่วนประเภทเสารับแรงอัดวางในแนวนอนที่รับ Bending Moment โดยมีระยะห่างในแนวดิ่งไม่น้อยกว่า 2.75 เมตร และการรับน้ำหนักของ Strut จะขึ้นอยู่กับค่า Slenderness Ratio L/r ของชิ้นส่วนที่จะสร้างเป็น Strut คำนวณหาแรงปฏิกิริยาที่กระทำสู่ Strut จากผนังแผ่น Sheet Pile เมื่อทราบค่าของ Strut Load แล้วสามารถคำนวณหาขนาดหน้าตัดและความยาวของ Strut โดยวิธีการออกแบบชิ้นส่วนรับแรงอัด
▶ การออกแบบ แผ่น Sheet Pile
ออกแบบโดยการพิจารณาค่า Bending Moment สูงสุดที่กระทำผนัง Sheet Pile / ความกว้างผนัง 1.00 เมตร
ค่า Bending Moment พิจารณาใช้ค่าสูงสุดที่กระทำต่อผนังใช้ออกแบบ
คำนวณหาค่า Section Modulus ได้จากวิธีการคำนวณหาชิ้นส่วนต้านทานแรงดัด
ค่า Allowable Flexural Stress ของ Sheet Pile สามารถค้นหาข้อมูลได้จากผู้ จำหน่ายหรือผู้ให้เช่าแผ่น Sheet Pile
▶ การออกแบบ Wale
Wale เป็นชิ้นส่วนที่เป็นคานต่อเนื่อง คือมี Support ที่ตำแหน่งของ Strut แรงที่กระทำ สู่ Wale คือแรงดันดินถ่ายผ่าน ผนังแผ่น Sheet Pile เป็นลักษณะ Linier หรือ Distribution Load
คำนวณหาค่า Bending Moment
คำนวณหาค่า Section Modulus และทำตามวิธีคำนวณชิ้นส่วนรับแรงดัด แต่ควรเลือก หน้าตัดให้มีขนาดเท่ากันกับ Strut เพื่อความสะดวกในการเชื่อมยึดกัน